About us
อัลเทอร่า (ulthera) เครื่องใหม่ vs เครื่องเก่า ต่างกันอย่างไร?
เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
- อัลเทอร่า (Ulthera) คืออะไร? มีหลักการทำงานยังไงบ้าง?
- อัลเทอร่า (Ulthera) เครื่องใหม่ vs เครื่องเก่า มีความแตกต่างกันยังไงบ้าง?
- Ulthera แตกต่างกับเครื่อง Hifu เครื่องอื่นๆ ยังไงบ้าง?
- อัลเทอร่า (ulthera) กี่วันเห็นผล? เหมาะกับใคร? และทำจุดไหนได้บ้าง?
- ทำไมถึงควรเลือกใช้บริการอัลเทอร่า (Ulthera) ที่ Charm Clinic
- Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำอัลเทอร่า (Ulthera)
อัลเทอร่า (ulthera) เครื่องใหม่ vs เครื่องเก่า ต่างกันอย่างไร?
ในปัจจุบันเทรนด์การดูแลผิวพรรณ และปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ชัดเจน รวดเร็ว และใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย ทำให้หัตถการด้านความงามเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัย ฟื้นฟูความกระชับของผิว และปรับกรอบหน้าให้ดูชัดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมาก นั่นก็คือ “อัลเทอร่า (Ulthera)” ที่เป็นเครื่องยกกระชับผิวด้วยพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่สามารถลงลึกถึงโครงสร้างผิวชั้นลึก โดยไม่ทำให้เกิดบาดแผลบนผิวด้านบน
ด้วยจุดเด่นในเรื่องผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ จึงทำให้อัลเทอร่าเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวหน้า ลดความหย่อนคล้อย และฟื้นฟูความอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องผ่าตัด อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดการอัปเกรดจากเครื่องรุ่นเดิมสู่เครื่องรุ่นใหม่ ทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่าเครื่องแต่ละรุ่นให้ผลลัพธ์แตกต่างกันหรือไม่ ความรู้สึกขณะทำดีขึ้นแค่ไหน และควรเลือกแบบใดจึงจะเหมาะกับสภาพผิว และความต้องการของตัวเอง
ดังนั้น ในบทความนี้ทาง Charm Clinic จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจภาพรวมของอัลเทอร่า พร้อมเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเครื่องรุ่นใหม่ และรุ่นเก่า เพื่อให้เห็นถึงการพัฒนาในด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพ และประสบการณ์ขณะทำอย่างชัดเจน ช่วยให้ตัดสินใจเลือกทำหัตถการได้อย่างมั่นใจ และตรงกับเป้าหมายในการดูแลผิวของคุณ
1. อัลเทอร่า (Ulthera) คืออะไร? มีหลักการทำงานยังไงบ้าง?
Ulthera เครื่องเก่า คือ Ulthera SPT หรือที่เรียกว่า Legacy และการพัฒนาจาก Ulthera รุ่นเดิม มาสู่ Ulthera Prime ถือเป็นการยกระดับเทคโนโลยีให้ทันสมัยมากขึ้น โดยยังคงหลักการทำงานด้วยพลังงาน Micro-Focused Ultrasound ที่ลงลึกถึงชั้น SMAS เหมือนเดิม แต่มีการปรับปรุงในด้านประสิทธิภาพ และประสบการณ์ขณะทำให้ดียิ่งขึ้น และความแตกต่างอัลเทอร่า (Ulthera) เครื่องใหม่ vs เครื่องเก่า มีดังนี้
- ความคมชัดของหน้าจอ และระบบแสดงภาพผิว (Visualization Technology)
Ulthera Prime ถูกพัฒนาให้มีหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น และความละเอียดสูงกว่าเดิม ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างผิวในแต่ละชั้นได้อย่างชัดเจน และละเอียดมากขึ้น ส่งผลให้การวางพลังงานในตำแหน่งที่ต้องการทำได้ดีขึ้น ขณะที่รุ่นเดิมแม้จะมีระบบแสดงภาพผิวเช่นกัน แต่ความละเอียดของภาพจะน้อยกว่า ทำให้การประเมินรายละเอียดเล็กๆ ทำได้ไม่เท่ารุ่นใหม่ - ความเร็วในการยิงพลังงาน
จุดเด่นของ Ulthera Prime คือ ความเร็วในการปล่อยพลังงานที่มากขึ้น ใช้เวลาในการทำหัตถการต่อหนึ่งไลน์สั้นลง จึงช่วยลดระยะเวลาในการทำโดยรวม เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการใช้เวลานานบนเตียงทำหัตถการ ส่วนเครื่องรุ่นเดิมจะใช้เวลานานกว่าในจำนวนไลน์ที่เท่ากัน - ความสบายขณะทำหัตถการ
ระบบการประมวลผลพลังงานของรุ่นใหม่มีความเสถียรมากขึ้น ทำให้การปล่อยพลังงานมีความต่อเนื่อง และนุ่มนวลกว่าเดิม ความรู้สึกเจ็บ หรือความร้อนใต้ผิวลดลง ในขณะที่รุ่นเดิมอาจทำให้รู้สึกเจ็บเป็นจุดๆ ในระหว่างการยิงพลังงาน - ความสม่ำเสมอของพลังงาน
Ulthera Prime สามารถควบคุมการส่งพลังงานได้อย่างคงที่ ทำให้พลังงานลงสู่ชั้นผิวได้สม่ำเสมอ ส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ทั่วถึง และมีความสมดุลทั้งใบหน้า ส่วนรุ่นเดิมแม้ให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน แต่ความสม่ำเสมอของพลังงานอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากกว่า - ประสิทธิภาพในการรักษา และผลลัพธ์โดยรวม
เมื่อการมองเห็นชั้นผิวชัดขึ้น ยิงพลังงานได้ดีขึ้น และพลังงานมีความเสถียรมากขึ้น จึงทำให้ผลลัพธ์ของ Ulthera Prime มีแนวโน้มที่จะชัดเจน และสม่ำเสมอมากขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น รอบดวงตา หรือกรอบหน้า - การออกแบบตัวเครื่อง และระบบการใช้งานของแพทย์
รุ่นใหม่มีการออกแบบอินเทอร์เฟซให้ใช้งานง่ายขึ้น ระบบตอบสนองรวดเร็ว ช่วยให้แพทย์สามารถปรับค่าพลังงาน วางแผนการรักษา และทำงานได้ต่อเนื่องมากขึ้น ลดความล้าในการทำหัตถการเคสที่ใช้จำนวนไลน์สูงๆ ขณะที่รุ่นเดิมระบบจะทำงานช้ากว่าเล็กน้อย - ประสบการณ์โดยรวมของผู้เข้ารับบริการ
ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ความเจ็บที่ลดลง และระยะเวลาทำที่สั้นลง ทำให้ Ulthera Prime ให้ประสบการณ์ที่สบาย และผ่อนคลายมากกว่า เหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องความเจ็บ หรือไม่ต้องการใช้เวลานาน ส่วนรุ่นเดิมแม้ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน แต่ประสบการณ์ระหว่างทำอาจใช้เวลานาน และรู้สึกตึงหรือเจ็บมากกว่าเล็กน้อย
2. อัลเทอร่า (Ulthera) เครื่องใหม่ vs เครื่องเก่า มีความแตกต่างกันยังไงบ้าง?
Ulthera เครื่องเก่า คือ Ulthera SPT หรือที่เรียกว่า Legacy และการพัฒนาจาก Ulthera รุ่นเดิม มาสู่ Ulthera Prime ถือเป็นการยกระดับเทคโนโลยีให้ทันสมัยมากขึ้น โดยยังคงหลักการทำงานด้วยพลังงาน Micro-Focused Ultrasound ที่ลงลึกถึงชั้น SMAS เหมือนเดิม แต่มีการปรับปรุงในด้านประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และประสบการณ์ขณะทำให้ดียิ่งขึ้น และความแตกต่างอัลเทอร่า (Ulthera) เครื่องใหม่ vs เครื่องเก่า มีดังนี้
- ความคมชัดของหน้าจอ และระบบแสดงภาพผิว (Visualization Technology)
Ulthera Prime ถูกพัฒนาให้มีหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น และความละเอียดสูงกว่าเดิม ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างผิวในแต่ละชั้นได้อย่างชัดเจน และละเอียดมากขึ้น ส่งผลให้การวางพลังงานในตำแหน่งที่ต้องการทำได้แม่นยำกว่า ขณะที่รุ่นเดิมแม้จะมีระบบแสดงภาพผิวเช่นกัน แต่ความละเอียดของภาพจะน้อยกว่า ทำให้การประเมินรายละเอียดเล็กๆ ทำได้ไม่เท่ารุ่นใหม่ - ความเร็วในการยิงพลังงาน
จุดเด่นของ Ulthera Prime คือ ความเร็วในการปล่อยพลังงานที่มากขึ้น ใช้เวลาในการทำหัตถการต่อหนึ่งไลน์สั้นลง จึงช่วยลดระยะเวลาในการทำโดยรวม เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการใช้เวลานานบนเตียงทำหัตถการ ส่วนเครื่องรุ่นเดิมจะใช้เวลานานกว่าในจำนวนไลน์ที่เท่ากัน - ความสบายขณะทำหัตถการ
ระบบการประมวลผลพลังงานของรุ่นใหม่มีความเสถียรมากขึ้น ทำให้การปล่อยพลังงานมีความต่อเนื่อง และนุ่มนวลกว่าเดิม ความรู้สึกเจ็บ หรือความร้อนใต้ผิวจึงลดลงอย่างชัดเจน ในขณะที่รุ่นเดิมอาจทำให้รู้สึกเจ็บเป็นจุดๆ ในระหว่างการยิงพลังงาน - ความสม่ำเสมอของพลังงาน
Ulthera Prime สามารถควบคุมการส่งพลังงานได้อย่างคงที่ในทุกช็อต ทำให้พลังงานลงสู่ชั้นผิวได้สม่ำเสมอ ส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ทั่วถึง และมีความสมดุลทั้งใบหน้า ส่วนรุ่นเดิมแม้ให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน แต่ความสม่ำเสมอของพลังงานอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากกว่า - ประสิทธิภาพในการรักษา และผลลัพธ์โดยรวม
เมื่อการมองเห็นชั้นผิวชัดขึ้น ยิงพลังงานได้แม่นยำขึ้น และพลังงานมีความเสถียรมากขึ้น จึงทำให้ผลลัพธ์ของ Ulthera Prime มีแนวโน้มที่จะชัดเจน และสม่ำเสมอมากขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น รอบดวงตา หรือกรอบหน้า - การออกแบบตัวเครื่อง และระบบการใช้งานของแพทย์
รุ่นใหม่มีการออกแบบอินเทอร์เฟซให้ใช้งานง่ายขึ้น ระบบตอบสนองรวดเร็ว ช่วยให้แพทย์สามารถปรับค่าพลังงาน วางแผนการรักษา และทำงานได้ต่อเนื่องมากขึ้น ลดความล้าในการทำหัตถการเคสที่ใช้จำนวนไลน์สูงๆ ขณะที่รุ่นเดิมระบบจะทำงานช้ากว่าเล็กน้อย - ประสบการณ์โดยรวมของผู้เข้ารับบริการ
ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ความเจ็บที่ลดลง และระยะเวลาทำที่สั้นลง ทำให้ Ulthera Prime ให้ประสบการณ์ที่สบาย และผ่อนคลายมากกว่า เหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องความเจ็บ หรือไม่ต้องการใช้เวลานาน ส่วนรุ่นเดิมแม้ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน แต่ประสบการณ์ระหว่างทำอาจใช้เวลานาน และรู้สึกตึงหรือเจ็บมากกว่าเล็กน้อย
3. Ulthera แตกต่างกับเครื่อง Hifu เครื่องอื่นๆ ยังไงบ้าง?
ในกลุ่มเทคโนโลยียกกระชับผิวแบบไม่ผ่าตัด “HIFU” ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยม เพราะสามารถช่วยยกหน้า ลดความหย่อนคล้อย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้โดยไม่ต้องพักฟื้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียกว่า HIFU เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริง “เครื่องแต่ละรุ่นให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน”และความแตกต่างไม่ได้อยู่แค่ชื่อแบรนด์ แต่รวมถึง “ความแม่นยำของพลังงาน ความลึกที่ยิงได้ เทคโนโลยีภายในเครื่อง รวมถึงผลลัพธ์ระยะยาว” และความแตกต่างหลักระหว่าง Ulthera กับเครื่อง HIFU อื่นๆ มีดังนี้
- เทคโนโลยีมองเห็นชั้นผิวแบบ Real-Time
อัลเทอร่า (Ulthera) มีระบบ Visualization ที่ช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นชั้นผิวขณะทำแบบเรียลไทม์ ทำให้ยิงพลังงานได้ดี และแม่นยำ โดยเฉพาะชั้น SMAS ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของการยกหน้า ขณะที่ HIFU ทั่วไปจะไม่สามารถมองเห็นชั้นผิวได้ ต้องอาศัยประสบการณ์ของแพทย์เป็นหลัก จึงมีโอกาสคลาดเคลื่อนมากกว่า - ความลึกของการยิงพลังงาน
อัลเทอร่า (Ulthera) สามารถลงลึกได้ถึงระดับ 4.5 มม. ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า ทำให้เกิดการยกกระชับจากโครงสร้างผิว ในขณะที่ HIFU เครื่องอื่นอาจยิงได้หลายระดับเช่นกัน แต่ความสม่ำเสมอ และความแม่นยำในการลงลึกยังไม่เทียบเท่า - ความเสถียรของพลังงาน และมาตรฐานเครื่อง
อัลเทอร่า (Ulthera) เป็นเครื่องที่ได้รับการรับรองในระดับสากล เช่น US FDA ทำให้พลังงานมีความเสถียร และปลอดภัยสูง ทุกช็อตที่ยิงมีมาตรฐานคงที่ ต่างจาก HIFU บางรุ่นที่อาจมีความแปรผันของพลังงาน ส่งผลให้ผลลัพธ์ในแต่ละครั้งไม่สม่ำเสมอ - ผลลัพธ์ และระยะเวลาการคงอยู่
สำหรับผลลัพธ์ของ Ulthera จะเน้นการ “ยกกระชับจริง” เห็นกรอบหน้าชัดขึ้น และผลลัพธ์มีแนวโน้มอยู่ได้นานประมาณ 9–12 เดือน ในขณะที่ HIFU ทั่วไปจะให้ผลลัพธ์ในระดับเบากว่า เหมาะกับการทำซ้ำทุก 3–6 เดือน เพื่อคงสภาพผิว - ความรู้สึกขณะทำ และความเข้มข้นของการรักษา
เนื่องจาก Ulthera ยิงพลังงานลึก และเข้มข้นกว่า จึงอาจรู้สึกเจ็บในบางจุดมากกว่า HIFU ทั่วไป แต่แลกมากับผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่า ในขณะที่ HIFU เครื่องอื่นมักถูกออกแบบให้ทำสบายขึ้น เจ็บน้อยกว่า แต่ผลลัพธ์อาจต้องสะสมจากการทำหลายครั้ง - จำนวนช็อต และการควบคุมพลังงานในแต่ละจุด
Ulthera สามารถกำหนดจำนวนช็อต และควบคุมการปล่อยพลังงานในแต่ละจุดได้อย่างแม่นยำ และสม่ำเสมอ ทำให้ทุกไลน์ที่ยิงลงไปมีคุณภาพใกล้เคียงกัน ส่งผลให้การยกกระชับดูเนียน และเท่ากันทั้งหน้า ในขณะที่ HIFU ทั่วไป บางเครื่องอาจมีการกระจายพลังงานไม่เท่ากัน หรือยิงไม่ต่อเนื่อง ทำให้ผลลัพธ์ในบางบริเวณชัด บางบริเวณไม่ชัด - ความสามารถในการออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล
สำหรับ อัลเทอร่า (Ulthera) สามารถปรับแผนการรักษาได้ละเอียดมาก เช่น เลือกความลึกหลายระดับ (1.5 / 3.0 / 4.5 mm) และออกแบบการยิงให้เหมาะกับโครงหน้าแต่ละคนได้จริง เพราะมีภาพชั้นผิวช่วยในการวิเคราะห์ ขณะที่ HIFU ทั่วไปแม้จะมีหลายหัวให้เลือก แต่การปรับจะเป็นลักษณะ “ตามโปรแกรมเครื่อง” มากกว่า ไม่ได้ปรับแบบเฉพาะบุคคลได้ลึกเท่า
4. อัลเทอร่า (ulthera) กี่วันเห็นผล? เหมาะกับใคร? และทำจุดไหนได้บ้าง?
อัลเทอร่า (Ulthera) เป็นหัตถการยกกระชับผิวที่เน้นการฟื้นฟูผิวจากภายในผ่านการกระตุ้นคอลลาเจนตามธรรมชาติ จึงเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งคนที่ต้องการยกกระชับผิวหน้า ปรับกรอบหน้า และชะลอการเกิดความหย่อนคล้อยในระยะยาว ทำให้หลังทำอัลเทอร่า หลายคนจะเริ่มรู้สึกว่าผิวมีความตึงกระชับขึ้นเล็กน้อยประมาณ 20-30% ซึ่งเกิดจากการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจนเดิมที่ได้รับพลังงานความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์ แต่ผลลัพธ์ในระยะนี้จะยังไม่ใช่ผลลัพธ์เต็มที่ และในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ผิวจะค่อยๆ เริ่มดูแน่นขึ้นเล็กน้อย โครงหน้าดูเข้ารูปขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่มีความหย่อนคล้อยไม่มาก เช่น กรอบหน้า และใต้คาง
โดยผลลัพธ์ที่ชัดเจนจะอยู่ในช่วงประมาณ 2-3 เดือนหลังทำ เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวมีความยกกระชับ แน่น ฟู และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น กรอบหน้าชัดขึ้น ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูจางลง และผิวโดยรวมดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และในบางรายผลลัพธ์สามารถพัฒนาได้ต่อเนื่องถึง 3-6 เดือน และอยู่ได้นานประมาณ 9-12 เดือน ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิว พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการดูแลผิวหลังทำด้วย
สำหรับอัลเทอร่าเหมาะกับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้
- ผู้ที่มีปัญหาแก้มหย่อน กรอบหน้าไม่ชัด มีเหนียงเล็กน้อย
- ผู้ที่หางคิ้วตก หนังตาเริ่มคล้อย ต้องการยกดวงตาให้ดูสดใสขึ้น
- ผู้ที่มีผิวลำคอหย่อน มีริ้วรอยบริเวณคอ
- ผู้ที่อายุประมาณ 25-30 ปีขึ้นไป และต้องการทำเพื่อชะลอการเกิดความหย่อนคล้อย
- ผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดดึงหน้า แต่ต้องการผลลัพธ์ยกกระชับที่ดูเป็นธรรมชาติ
- ผู้ที่มีเวลาจำกัด ไม่ต้องการพักฟื้นหลังทำ
นอกจากนั้นอัลเทอร่าสามารถทำได้หลายบริเวณ โดยแพทย์จะออกแบบการรักษาให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละบุคคล และบริเวณที่นิยมทำ ได้แก่
- ใบหน้า และกรอบหน้า ช่วยยกแก้มที่หย่อนคล้อย เก็บกรอบหน้าให้คมชัด ลดความหย่อนบริเวณมุมปาก และทำให้รูปหน้าดูเรียวขึ้น
- ใต้คาง และเหนียง ช่วยกระชับผิวบริเวณใต้คาง ลดความหย่อนคล้อย ทำให้คาง และลำคอดูต่อเนื่องกันอย่างได้สัดส่วน
- รอบดวงตา และหางคิ้ว สามารถยกหางคิ้ว ลดความตกของเปลือกตา ทำให้ดวงตาดูเปิด สดใส และลดริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา
- หน้าผาก ช่วยลดความหย่อนคล้อย และริ้วรอยของผิวหน้าผาก และยกตำแหน่งคิ้วให้สมดุลขึ้น
- ลำคอ กระชับผิวลำคอ ลดริ้วรอยแนวตั้ง และทำให้ผิวบริเวณคอดูเรียบเนียนขึ้น
5. ทำไมถึงควรเลือกใช้บริการอัลเทอร่า (Ulthera) ที่ Charm Clinic
การทำอัลเทอร่าให้เห็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับเทคโนโลยีของเครื่องเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ใบหน้า เทคนิคของแพทย์ รวมถึงมาตรฐานของคลินิกที่ให้บริการด้วย ซึ่งที่ Charm Clinic ได้ออกแบบการรักษาโดยยึดหลัก “Personalized Lifting Design” หรือการยกกระชับเฉพาะบุคคล ทำให้มีความแตกต่างจากการทำแบบทั่วไปอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องความยกกระชับ ความเป็นธรรมชาติ และเหตุผลที่ควรใช้บริการอัลเทอร่า (Ulthera) ที่ Charm Clinic มีดังนี้
- วิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าแบบรายบุคคลก่อนทำทุกเคส
เพราะที่ Charm Clinic จะไม่มีการยิงพลังงานแบบสำเร็จรูป หรือใช้จำนวนไลน์เท่ากันทุกคน แต่แพทย์จะทำการประเมินปัญหาผิวอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นระดับความหย่อนคล้อย ตำแหน่งของไขมัน ความหนาของชั้นผิว และทิศทางการตกของผิวตามแรงโน้มถ่วง เพื่อออกแบบการยกให้เหมาะกับรูปหน้าแต่ละคน - ใช้เทคนิคการยิงที่เน้น “ยกจริง เห็นผลจริง” ไม่ใช่แค่ครบจำนวนไลน์
เพราะแพทย์ผู้ชำนาญการจะเน้นการวางไลน์ตามแนวแรงยกของผิว (Vector Lifting) ทำให้ทุกช็อตที่ยิงลงไปมีผลต่อการยกกระชับ ไม่ใช่เพียงการยิงให้ครบตามแพ็กเกจ - ใช้เครื่องแท้ พร้อมพลังงานสม่ำเสมอทุกไลน์
เพราะการใช้เครื่องอัลเทอร่า (Ulthera) และหัวพลังงานแท้ ทำให้ค่าพลังงานที่ยิงลงสู่ผิวมีความแม่นยำ และสม่ำเสมอ ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนได้ดี ลดความเสี่ยงเรื่องพลังงานไม่ถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการยกกระชับผิว - เห็นภาพชั้นผิวแบบ Real-time ทุกช็อต เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย
เพราะแพทย์สามารถมองเห็นชั้นผิวผ่านหน้าจอขณะทำหัตถการ ทำให้เลือกความลึกของพลังงานได้อย่างเหมาะสมในแต่ละจุด ลดโอกาสยิงพลาดตำแหน่ง และช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสม่ำเสมอทั่วทั้งใบหน้า - ออกแบบจำนวนไลน์ตามปัญหา เน้นความคุ้มค่าในระยะยาว
เพราะบางคนมีปัญหาหลักที่กรอบหน้า บางคนหย่อนคล้อยบริเวณแก้ม หรือบางคนมีเหนียงสะสม ที่ Charm Clinic จะจัดสรรจำนวนไลน์ให้เหมาะกับแต่ละบริเวณ ทำให้ใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า และเห็นเหมาะสมกับจุดที่ต้องการแก้ไข - ดูแลครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนทำจนถึงหลังทำ
เพราะที่นี่มีการเตรียมผิวก่อนทำเพื่อลดความระคายเคือง ระหว่างทำมีการควบคุมระดับความรู้สึกให้สบาย และหลังทำมีการแนะนำวิธีดูแลตัวเองอย่างละเอียด รวมถึงการติดตามผล เพื่อให้การสร้างคอลลาเจนเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ - ผลลัพธ์เน้นความเป็นธรรมชาติ หน้าไม่แข็ง ไม่หลอกตา
ด้วยเทคนิคการยกเฉพาะบุคคล ทำให้ใบหน้าหลังทำยังคงเอกลักษณ์เดิม แต่ดูยกกระชับขึ้น โดยไม่เกิดลักษณะหน้าตึง หรือเปลี่ยนรูปหน้าแบบผิดธรรมชาติ
5.1 Ulthera Prime MAX เครื่องยกกระชับใหม่ล่าสุดที่ Charm Clinic
Ulthera Prime MAX เป็นอัลเทอร่าเวอร์ชันอัปเกรดที่ใช้เทคโนโลยียกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยพัฒนาต่อยอดจากรุ่นเดิมที่ใช้มายาวนานกว่า 10–15 ปี ให้มีความแม่นยำ เร็ว และสบายขึ้นกว่าเดิม และหัวใจสำคัญของเครื่องนี้ยังคงเป็นการใช้คลื่นอัลตราซาวด์แบบเจาะจง (Microfocused Ultrasound) แต่ถูกปรับปรุงทั้ง “ระบบประมวลผล + หน้าจอ + การปล่อยพลังงาน” ทำให้ตอบโจทย์ได้ทั้งแพทย์ และผู้เข้ารับบริการ
5.1.1 หลักการทำงานของ Ulthera Prime MAX
Ulthera Prime ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า MFU-V (Microfocused Ultrasound with Visualization) และหลักการทำงาน ดังนี้
- ยิงพลังงานอัลตราซาวด์ลงลึกเป็น “จุดความร้อนเล็กๆ” ใต้ผิว
- ลงลึกได้ถึงชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า)
- กระตุ้นให้ร่างกายสร้าง คอลลาเจน + อีลาสตินใหม่
- ผิวจะค่อยๆ ยก กระชับ และแน่นขึ้นแบบธรรมชาติใน 2–3 เดือน
ทำให้เครื่องสามารถ “เห็นชั้นผิวจริงขณะทำ” ทำให้ยิงพลังงานได้ตรงจุด ไม่ใช่เหมือน HIFU ทั่วไป
5.1.2 จุดเด่นของ Ulthera Prime MAX
- แม่นยำขึ้นมาก ด้วย Real-time Visualization หน้าจอถูกพัฒนาให้ใหญ่ และคมชัดขึ้น ทำให้แพทย์เห็นโครงสร้างผิวแบบเรียลไทม์ ยิงได้ตรงชั้น SMAS จริง ลดความเสี่ยงยิงผิดชั้น
- ประมวลผลเร็วขึ้น และทำไวขึ้น ระบบใหม่ทำให้การทำเร็วขึ้นประมาณ 20% ช่วยลดระยะเวลาการรักษา และทำให้คนไข้สบายขึ้น
- ความแม่นยำของพลังงานสูงขึ้น เครื่องสามารถควบคุมการปล่อยพลังงานได้ละเอียดมากขึ้น ทำให้การยกกระชับ “สม่ำเสมอทั้งหน้า”
- เจ็บน้อยลง แต่ยังคงพลังยก แม้ยังยิงลึกเหมือนเดิม แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ความรู้สึกขณะทำ “นุ่มนวลขึ้น” และเจ็บน้อยลงกว่ารุ่นเก่า
- ผลลัพธ์อยู่ได้นาน สามารถยกกระชับผิวหน้า คอ และเหนียงได้ โดยผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 1–2 ปี (ทั้งนี้ ขึ้นกับสภาพผิวแต่ละคน)
- ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อาจมีแค่แดงเล็กน้อย ไม่มีแผล และไม่ต้องหยุดงาน
- ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลได้ดีขึ้น ด้วยภาพชั้นผิวที่ชัดขึ้น แพทย์สามารถวางแผนยิงแต่ละจุดให้เหมาะกับโครงหน้าของแต่ละคนได้มากขึ้น (Personalized Treatment)
เพราะที่ Charm Clinic ไม่ได้มองการทำ Ulthera เป็นเพียงหัตถการยกกระชับทั่วไป แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างใบหน้าใหม่ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ด้วยการวิเคราะห์อย่างละเอียด ใช้เทคนิคการยิงที่แม่นยำ และการดูแลตั้งแต่ก่อนทำจนถึงหลังทำ จึงทำให้ทุกคนสวยขึ้นอย่างธรรมชาติ แต่ยังความเป็นตัวเอง
6. Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำอัลเทอร่า (Ulthera)
ก่อนตัดสินใจทำอัลเทอร่า (Ulthera) หลายๆ คนมักมีคำถามเกี่ยวกับการเตรียมตัว ความรู้สึกขณะทำ ผลลัพธ์ จำนวนไลน์ที่เหมาะสม รวมถึงวิธีเช็กเครื่องแท้ เพราะทั้งหมดนี้ส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการรักษา และการเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้วางแผนการทำหัตถการได้อย่างมั่นใจ และดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ก่อนทำไปจนถึงหลังทำ ดังนั้น ในหัวข้อนี้ทาง Charm Clinic ก็ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำอธิบายแบบกระชับ เข้าใจง่าย และครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ เพื่อให้ผู้ที่สนใจทำอัลเทอร่ามีข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจได้ดีมากขึ้น ดังนี้
6.1 ก่อน-หลังทำอัลเทอร่า ต้องดูแลตัวเองยังไงบ้าง?
ก่อนทำอัลเทอร่า ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มาก และงดกิจกรรมที่ทำให้ผิวระคายเคือง เช่น เลเซอร์แรงๆ การผลัดเซลล์ผิว หรือการใช้สกินแคร์กลุ่มกรด และเรตินอลประมาณ 3–5 วัน เพื่อให้ผิวอยู่ในสภาพสมดุล ลดโอกาสเกิดการระคายเคืองระหว่างทำ นอกจากนี้ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ยาที่รับประทาน และหัตถการที่เคยทำมาก่อนทุกครั้ง
หลังทำอัลเทอร่า สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที โดยอาจมีอาการตึงผิว บวมเล็กน้อย หรือเจ็บเมื่อกดในบางจุด ซึ่งเป็นอาการปกติ และจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง และการดูแลหลัก คือ การทาครีมบำรุง เติมความชุ่มชื้นให้ผิว ดื่มน้ำมากๆ และทาครีมกันแดดเป็นประจำ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงความร้อนจัด เช่น ซาวน่า เลเซอร์ร้อน หรือการนวดหน้าหนักๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ และผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น
6.2 การทำอัลเทอร่าเจ็บไหม? และมีผลข้างเคียงหรือไม่?
ความรู้สึกขณะทำอัลเทอร่านั้นจะสัมผัสได้ถึงความอุ่น ที่ลึกลงไปใต้ผิวและมีความตึงเป็นจังหวะ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพลังงานลงสู่ชั้น SMAS อย่างถูกต้อง และระดับความรู้สึกเจ็บของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความไวของผิว บริเวณที่ทำ และเทคนิคของแพทย์ แต่ในปัจจุบันมีการใช้เทคนิคช่วยลดความรู้สึก เช่น การทายาชา การปรับระดับพลังงานให้เหมาะกับแต่ละจุด และการแบ่งยิงเป็นช่วงๆ ทำให้รู้สึกสบายขึ้นมาก
สำหรับผลข้างเคียงที่พบได้หลังทำมักเป็นอาการเล็กน้อย และชั่วคราว เช่น ผิวแดง บวมเล็กน้อย รู้สึกตึงผิว หรือเจ็บเมื่อกด ซึ่งจะหายได้เองในไม่กี่วัน บางรายอาจรู้สึกเสียวผิว หรือเมื่อยลึกใต้ผิวในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก ซึ่งเป็นกระบวนการตอบสนองของเนื้อเยื่อในการสร้างคอลลาเจน หากทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ และใช้เครื่องแท้ ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจะน้อยมาก และถือว่ามีความปลอดภัยสูง
6.3 การทำอัลเทอร่าสามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม?
สำหรับอัลเทอร่าสามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นๆ ได้ และการวางแผนทำร่วมกันอย่างเหมาะสมจะช่วยเสริมผลลัพธ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะอัลเทอร่าทำหน้าที่ยกกระชับโครงสร้างผิวในชั้นลึก ขณะที่หัตถการอื่นจะช่วยแก้ปัญหาในคนละระดับชั้นผิว เช่น ฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มในจุดที่ยุบตัว โบท็อกซ์ช่วยลดริ้วรอยจากกล้ามเนื้อ หรือเครื่องกลุ่มงานผิวช่วยเรื่องสีผิว และความกระจ่างใส
อย่างไรก็ตาม ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินลำดับการทำที่เหมาะสม เช่น บางเคสควรทำอัลเทอร่าก่อนเพื่อยกโครงสร้างผิว แล้วจึงเติมฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปหน้าให้สมบูรณ์ หรือเว้นระยะระหว่างหัตถการบางชนิดเพื่อลดการระคายเคือง อีกทั้งการวางแผนแบบเฉพาะบุคคลจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสวยเป็นธรรมชาติ และคงอยู่ได้นานขึ้น
6.4 อยากทำอัลเทอร่าต้องใช้กี่ Line ถึงจะเห็นผล?
จำนวนไลน์ที่ใช้ไม่ได้มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับความหย่อนคล้อย ปริมาณไขมันใต้ผิว ความหนาของผิว และบริเวณที่ต้องการยกกระชับ คนที่มีผิวเริ่มหย่อนคล้อยเล็กน้อยอาจใช้จำนวนไลน์ไม่มาก ขณะที่ผู้ที่มีปัญหาชัดเจน เช่น แก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด หรือมีเหนียง อาจต้องใช้จำนวนไลน์มากขึ้นเพื่อให้พลังงานครอบคลุมทุกจุดที่ต้องการแก้ไข
แต่ว่าการเน้นเพียงจำนวนไลน์โดยไม่ดูเทคนิคการยิง อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น สิ่งสำคัญในการทำอัลเทอร่า คือ การออกแบบการยิงให้เหมาะกับรูปหน้า และปัญหาของแต่ละคน เพื่อให้ทุกไลน์ที่ยิงส่งผลต่อการยกกระชับจริง เมื่อวางแผนอย่างถูกต้อง แม้ใช้จำนวนไลน์ที่เหมาะสมก็สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน ผิวแน่นขึ้น กรอบหน้าชัด และดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติ
6.5 เช็กเครื่องอัลเทอร่า (Ulthera) แท้ได้ยังไงบ้าง?
การตรวจสอบเครื่องอัลเทอร่าแท้เป็นเรื่องสำคัญในการทำหัตถการเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลต่อทั้งความปลอดภัย และผลลัพธ์ โดยวิธีสังเกตเบื้องต้น คือ หน้าจอเครื่องต้องสามารถแสดงภาพชั้นผิวแบบเรียลไทม์ได้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของอัลเทอร่าแท้ และมีหน้าจอแสดงจำนวนไลน์ที่ยิงจริงในแต่ละช็อต
นอกจากนี้ หัวพลังงานต้องอยู่ในซองซีลใหม่ แกะต่อหน้าคนไข้ และสามารถตรวจสอบรหัสได้ คลินิกควรมีใบรับรองเครื่องจากบริษัทผู้นำเข้าอย่างถูกต้อง รวมถึงมีสติ๊กเกอร์หรือ QR Code สำหรับตรวจสอบ เมื่อทำเสร็จควรได้รับเอกสารระบุจำนวนไลน์ที่ใช้จริง และการเลือกคลินิกที่ใช้เครื่องแท้ และมีมาตรฐาน จะช่วยให้พลังงานลงลึกได้ตรงชั้นผิว เห็นผลลัพธ์ชัดเจน และลดความเสี่ยงจากการทำหัตถการได้อย่างมาก





